ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ร่วมกับภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โชว์กิ้งกือไทย ๙๑ ชนิดใหม่ของโลกจากเกือบ ๒๒๘ ชนิดในประเทศไทย พร้อมร่วมฉลองการบุกเบิกการวิจัยกิ้งกือในประเทศไทย “จากงานพื้นฐานอนุกรมวิธาน….สู่แนวหน้าแห่งความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของไทย” และการแสดงมุทิตาจิตต่อ ศาสตราจารย์ Henrik Enghoff ผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่นักวิจัยของไทย                             

                          หลังจากการแถลงข่าวเรื่องการค้นพบกิ้งกือมังกรสีชมพู (Shocking-pink dragon millipede) Desmoxytes purpurosea Enghoff, Sutcharit & Panha, 2008 ได้รับการประกาศให้เป็น ๑ ใน ๑๐ สุดยอดการค้นพบสปีชีส์ใหม่ของโลกประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จากสถาบันนานาชาติเพื่อการสำรวจสิ่งมีชีวิต (International Institute for Species Exploration) หรือ IISE ซึ่งเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีมาแล้ว คณะนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ได้ทาการศึกษาความหลากหลายของสปีชีส์กิ้งกือในประเทศไทยต่อเนื่องมาอย่างขะมักเขม้น คณะวิจัยได้ค้นพบกิ้งกือชนิดใหม่ของโลกเกือบ ๑๐๐ ชนิด ซึ่งหลายชนิดมีความโดดเด่นสวยงามไม่แพ้กิ้งกือมังกรสีชมพู เช่น กิ้งกือมังกรปีกชมพูพิษณุโลกกิ้งกือหางแหลมทหารเรือและจุฬา กิ้งกือกระสุนพระรามสามเหลี่ยมคู่ และกิ้งกือตะเข็บม้าลาย ฯลฯ ที่มีสีสันของลำตัวที่สดใสสวยงาม ทั้งยังทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ หมุนเวียนคืนธาตุอาหารกลับให้พืชพันธุ์ได้ใช้ประโยชน์อีกครั้ง จึงทาให้ปัจจุบันได้มีการรายงานของกิ้งกือสายพันธุ์ไทยทั้งสิ้น ๒๒๘ สปีชีส์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเช่น ศาสตราจารย์ Henrik Enghoff ได้ประมาณการกันว่ามีกิ้งกือในประเทศไทยทั้งสิ้นมากกว่า ๕๐๐ ชนิด นั้น ได้เริ่มการวิจัยอย่างจริงจังในประเทศไทยเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว โดยเดินทางมาได้เกือบครึ่งทางในการเปิดขุมทรัพย์แห่งทรัพยากรไทยที่ให้โอกาสแก่นักวิจัยไทยในการค้นคว้าวิจัยต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในมิติต่าง ๆ ต่อไป

                          ในวันนี้จะได้นำเสนอกิ้งกือที่มีการค้นพบที่เป็น highlight ของประเทศ และชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยรายงานมาก่อน ได้แก่ กิ้งกือมังกรแดงใต้และกิ้งกือมังกรปีกหนามกระบี่ที่ได้รายงานว่าเป็นชนิดใหม่ พร้อมทั้งตัวอย่างกิ้งกือเหล็ก กิ้งกือตะเข็บบ้านเหลืองดาและกิ้งกือยักษ์ชัยภูมิที่ได้นามาจัดแสดง และผลงานวิจัยที่ถือว่ามีอยู่ที่ประเทศไทยแห่งเดียวเท่านั้น

การค้นพบกิ้งกือสายพันธุ์ไทยจานวน ๙๑ ชนิดใหม่ของโลกจากเกือบ ๒๓๐ ชนิดที่พบทั้งหมดในประเทศไทย

                             จากการวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จนถึงปัจจุบันได้จาแนกกิ้งกือเป็น ๓ ประเภทหลัก ได้แก่ ๑) กิ้งกือกระบอก ๒) กิ้งกือกระสุน และ ๓) กิ้งกือตะเข็บหรือกิ้งกือมังกร และมีรายงานสปีชีส์ที่ค้นพบแล้วมากกว่า ๒๒๘ ชนิด เป็นชนิดใหม่ ๙๑ ชนิด ๘ สกุลใหม่ โดยการค้นพบชนิดใหม่โดยนักวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการซิส-เทแมติกส์ของสัตว์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แบ่งเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ๑) กิ้งกือกระบอก จำนวน ๓๕ ชนิด ๒) กิ้งกือกระสุน จำนวน ๔ ชนิด ๓) กิ้งกือตะเข็บ จำนวน ๒๕ ชนิด และ ๔) กิ้งกือมังกร จำนวน ๒๕ ชนิด ซึ่งกิ้งกือมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศป่าเป็นอย่างมาก โดยทาหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืช เศษใบไม้ที่ร่วงหล่น อินทรียวัตถุต่าง ๆ ให้กลายเป็นธาตุอาหารหมุนเวียนกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามว่า “โรงงานผลิตปุ๋ยเคลื่อนที่” ที่กระจายตัวทางานอยู่ทั่วประเทศไทยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

                             การศึกษากิ้งกืออย่างจริงจังในประเทศไทยนี้ ได้มีจุดเริ่มต้นจากโครงการวิจัยความหลากสปีชีส์ของ “กิ้งกือ-ไส้เดือน-ตะขาบ” นำโดย ศาสตราจารย์ สมศักดิ์ ปัญหา โดยเริ่มต้นการศึกษาจากการเชิญผู้เชี่ยวชาญกิ้งกือระดับโลกคือ ศาสตราจารย์ Henrik Enghoff ชาวเดนมาร์กประจาพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งประเทศเดนมาร์ก (Natural History Museum of Denmark) เข้ามาร่วมศึกษาวิจัยและให้คำปรึกษากับนักวิจัยของไทยให้มีความรู้และความสามารถในการทำวิจัยเกี่ยวกับกิ้งกือ มีการเก็บและรวมรวบตัวอย่างกิ้งกือจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้รับการสนับสนุนจากทุนวิจัยจากโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย Biodiversity Research and Training Program-BRT และ “เมธีวิจัย สกว.” เป็นทุนวิจัยแรกที่สนับสนุนโครงการ “อนุกรมวิธานไส้เดือน-กิ้งกือในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง” ซึ่งในขณะนั้นก็ได้ค้นพบกิ้งกือมังกรสีชมพู ซึ่งมีลักษณะโดดเด่น สีสันสวยงาม พบบริเวณภาคกลางของไทย โดยที่ได้ตีพิมพ์ผลงานการค้นพบนี้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ตั้งชื่อว่า Desmoxytes purpurosea หรือเรียกกันว่า กิ้งกือมังกรชมพู และต่อมากิ้งกือชนิดนี้ได้รับการประกาศให้เป็นสุดยอดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกประจาปี ๒๐๐๘ จากการจัดลาดับของสถาบัน International Institute for Species Exploration และการที่มีชื่อเสียงโด่งดังทำให้กิ้งกือมังกรสีชมพูกลายเป็นที่ต้องการของตลาดซื้อขายสัตว์เลี้ยงเพื่อความสวยงาม จากกรณีดังกล่าวทาให้นักวิจัยและบุคคลทั่วไปเกิดความตื่นตัวที่จะให้ความสนใจงานทางด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยมากขึ้น

                            งานวิจัยชิ้นนี้นาไปสู่การเกิดเครือข่ายวิจัยทั้งในและต่างประเทศ และได้ผลิตดุษฎีบัณฑิตไปแล้วถึง ๔ คน โดยมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิจัยระดับนานาชาติในระดับแนวหน้าทางด้านอนุกรมวิธานถึง ๓๔ เรื่อง ได้ค้นพบกิ้งกือชนิดใหม่ของโลกถึง ๙๑ ชนิด และตั้งสกุลใหม่ ๘ สกุล จากกิ้งกือที่มีรายงานทั้งหมดในปัจจุบันมากถึง ๒๒๘ สปีชีส์ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ได้ประมาณการว่ามีกิ้งกือในประเทศไทยทั้งสิ้นมากกว่า ๕๐๐ ชนิด ซึ่งการพยายามในการศึกษาวิจัยความหลากหลายของกิ้งกือไทยได้ดำเนินงานมาเกือบครึ่งทางจากผลของความพยายามของคณะนักวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการซิสเทแมติกส์ของสัตว์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั่นเอง

                            ที่ผ่านมางานวิจัยเน้นเป็นงานทางภาคสนามคือการเก็บรวบรวมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตทั่วประเทศไทย และประเทศใกล้เคียงในอาเซียนได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน เมียนมาร์ และประเทศญี่ปุ่น ตัวอย่างทั้งหมดได้เก็บรวบรวมไว้ตามมาตรฐานของตัวอย่างอ้างอิง ณ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสิ่งมีชีวิตที่มีการค้นพบว่าเป็นชนิดใหม่ที่มีรายงานครั้งแรกของโลก และตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว ตัวอย่างต้นแบบอันได้แก่ holotype และ paratypes และตัวอย่างอื่น ๆ จะเก็บรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่จุฬาฯ เป็นส่วนใหญ่ ทาให้ตัวอย่างกิ้งกือที่เก็บรวบรวมไว้นี้ สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อการวิจัยของนักวิจัยไทยและชาวต่างประเทศสาหรับศึกษาลักษณะตัวอย่างต้นแบบของกิ้งกือที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการตรวจสอบการระบุสปีชีส์สาหรับงานวิจัยขั้นสูงต่อไป ทั้งบางส่วนยังได้ส่งไปเก็บไว้ยังพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง ทาให้ตัวอย่างกิ้งกือที่เก็บรวบรวมไว้เป็นที่น่าเชื่อถือและยอมรับจากวงการวิชาการทั่วโลก ในปัจจุบันการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ จากความรู้พื้นฐานสู่การประยุกต์ สู่ธุรกิจ Start up ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก กลุ่มกิ้งกือยังคงมีมิติที่รอคอยการศึกษาวิจัยอยู่อีกหลายแง่มุม เช่น การสร้างสารป้องกันตัวที่มีโครงสร้างทางเคมีเฉพาะไว้ทาหน้าที่ได้หลากหลาย ซึ่งอาจใช้เป็นทางเลือกในการนามาใช้ในการประยุกต์ทางการแพทย์และการเกษตร

                            สรุปการค้นพบกิ้งกือสายพันธุ์ไทย

                            คณะนักวิจัยได้รับทุนวิจัยสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สกอ. และ สกว. ภายใต้ทุนวิจัย “เมธีวิจัยอาวุโส สกว.” และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้มีการค้นพบกิ้งกือชนิดใหม่ของโลกไปแล้วถึง ๙๑ สปีชีส์ และตั้งสกุลใหม่ ๘ สกุล ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีการรายงานกิ้งกือทั้งหมด ๒๒๘ สปีชีส์ทั่วประเทศไทย โดยได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการไปมากกว่า ๓๔ เรื่อง ทาให้ตัวอย่างกิ้งกือของไทยที่นำมาศึกษาและเก็บรวบรวมไว้นี้มีความสมบูรณ์และมีจานวนมากที่สุดในโลก โดยสามารถเข้ามาใช้เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญของการศึกษากิ้งกือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในอนาคต

                           ในโอกาสนี้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จะได้ร่วมกันแสดงมุทิตาจิตให้แก่ศาสตราจารย์ Henrik Enghoff ผู้เป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับนักวิจัย นิสิตนักศึกษา ให้เข้าสู่หัวใจของการศึกษาวิจัยกิ้งกือในประเทศไทย จากงานพื้นฐานสู่การต่อยอดองค์ความรู้อย่างยั่งยืน

ภาพบรรยากาศภายในงาน