หอยต้นไม้  หอยพื้นดิน และหอยทากจิ๋ว
สุดยอดความเชื่อมโยงแห่งวิวัฒนาการ

            จุฬาฯ โชว์หอยทากไทย ๑๒๖ ชนิดใหม่ของโลกจากเกือบ ๖๐๐ ชนิดในประเทศไทย เปิดตัวหนังสือสารานุกรม “หอยทากบก ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าแห่งราชอาณาจักรไทย” และแถลงสิทธิบัตรจากการวิจัยและพัฒนาเมือกหอยทากไทยหลายสายพันธุ์สู่อุตสาหกรรมความงาม

  

            กรุงเทพฯ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๑จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ร่วมกันแถลงข่าว “การค้นพบหอยทากไทย ๑๒๖ ชนิดใหม่ของโลกจากเกือบ ๖๐๐ ชนิดในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวหนังสือสารานุกรม “หอยทากบก ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าแห่งราชอาณาจักรไทย” และแถลงสิทธิบัตรจากการวิจัยและพัฒนาเมือกหอยทากไทยหลายสายพันธุ์สู่อุตสาหกรรมความงาม” ภายใต้การค้นคว้าโดยคณะนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ผู้แทนอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ดร. สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ภาควิชาชีววิทยา และศาสตราจารย์ ดร. อัญชลี ทัศนาขจร ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันแถลงข่าว ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ

          ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ กล่าวว่า ในโอกาสที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เดินทางมาถึงหนึ่งศตวรรษ คือวาระครบรอบ ๑๐๑ ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย คณาจารย์ นักวิจัย และนิสิตแห่งหน่วยปฏิบัติการซิสเทมาติกส์ของสัตว์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัยพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะงานทางอนุกรมวิธานที่เป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็น “ขุมทรัพย์แห่งชาติ” ที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในเชิงการอนุรักษ์ และฐานสำคัญของ “ธุรกิจชีวภาพ Bio-economy” ตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีของการวิจัยนั้น หน่วยปฏิบัติการวิจัยฯ ได้ผลิตดุษฎีบัณฑิตไปแล้วถึง ๑๙ คน และอีก ๑ คนจากประเทศ สปป. ลาว มหาบัณฑิต ๑๔ คน นักวิจัยหลังปริญญาเอก ๖ คน และอีก ๒ คน จากประเทศเมียนมาร์และมาเลเซีย มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิจัยระดับนานาชาติในระดับแนวหน้าทางด้านอนุกรมวิธานถึง ๑๘๐ เรื่อง ระดับชาติมากกว่า ๓๐ เรื่อง

            หน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ ได้รับทุนสนับสนุนให้ดำเนินงานจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา เป็นหัวหน้าหน่วยได้เริ่มศึกษาวิจัยอนุกรมวิธานของหอยทากบกของไทยและประเทศใกล้เคียง ในช่วงเวลาที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ทุนวิจัย “เมธีวิจัย สกว.” เป็นทุนวิจัยแรกที่สนับสนุนโครงการ “อนุกรมวิธานหอยทากบกในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยชนิดพันธุ์ของหอยทากบกในระบบนิเวศต่างๆ เน้นเขาหินปูน งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เกิดเครือข่ายวิจัยทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นการเปิดการวิจัยครั้งแรกในระดับนานาชาติ และการผลิตดุษฎีบัณฑิตและมหาบัณฑิต ได้มีการค้นพบสายพันธุ์หอยทากมากมายหลายร้อยสายพันธุ์ในประเทศและต่างประเทศ และกว่า ๑๒๖ สายพันธุ์ที่พบว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก ด้วยผลงานดังกล่าวทำให้ได้รับเชิญให้รับทุน DARWIN INITIATIVE จากประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อฝึกนักวิจัยอาเซียนและเอเชียใต้ร่วมกับนักวิจัยจาก The Natural History Museum London ภายใต้หัวข้อ “Developing land snail expertise in south and southeast Asia, a new Darwin Initiative Project” ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๖ จนถึงปี ๒๐๑๒ และปัจจุบันได้รับทุนจาก Flora Fauna International (FFI) แห่งประเทศสหราชอาณาจักร เข้าทำงานวิจัยเรื่องการอนุรักษ์เขาหินปูนในประเทศเมียนมาร์  ระหว่างปี ค.ศ. ๒๐๑๕-๒๐๑๗

             การค้นพบหอยทากบกสายพันธุ์ไทย ๑๒๖ ชนิดใหม่ของโลก และสารานุกรม “หอยทากบก ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าแห่งราชอาณาจักรไทย”

             การวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ จนถึงปัจจุบันได้จำแนกหอยทากบกเป็น ๓ ประเภทหลัก ได้แก่ ๑) หอยต้นไม้ ๒) หอยพื้นดิน และ ๓) หอยทากจิ๋ว และมีการยืนยันสปีชีส์ที่ค้นพบแล้วมากกว่า ๕๘๐ ชนิด เป็นชนิดใหม่ ๑๒๖ ชนิด ๕ สกุลใหม่ และ ๑ วงศ์ใหม่ แบ่งเป็น ๔ ประเภทใหญ่ๆ คือหอยทากสวยงามหรือหอยต้นไม้ ๑๐ ชนิด หอยทากจิ๋ว ๘๕ ชนิด และหอยทากบกพื้นดิน ๓๐ ชนิด รวมถึงหอยทากลดเปลือกและหอยทากไร้เปลือก ซึ่งหอยทากนั้นมีบทบาทในห่วงโซ่อาหารและการถ่ายทอดพลังงาน ตลอดจนเป็นตัวกลางสู่วิวัฒนาการของสัตว์ในระบบนิเวศอีกด้วย

  

                                            หอยนกขมิ้นจากพันธุกรรมตั้งต้น หอยทากสามรูปแบบสัณฐานสามสี สู่หอยมรกต และหอยทากเทมาเสกแห่งสิงคโปร์ แสดงให้เห็นพันธุกรรมที่มีความต่อเนื่องตามภูมิศาสตร์ และวิวัฒนาการที่ไม่หยุดยั้ง

                                            หอยขัดเปลือกที่หลากหลายไปสู่ความเชื่อมโยงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการค้นพบใหม่อีกหลายชนิดรวมถึงที่เมียนมาร์

                                            หอยทากจิ๋วที่แสดงความจำเพาะของสปีชีส์ “หนึ่งภูเขาหนึ่งกลุ่มสปีชีส์จำเพาะ One mountain one species group” “หนึ่งภูเขาหนึ่งรูปแบบพันธุกรรมจำเพาะ One mountain one specific genetic pattern”

                                              และในวันนี้จะได้นำเสนอการจัดทำหนังสือแบบสารานุกรม “หอยทากบก ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าแห่งราชอาณาจักรไทย” ที่มาจากการวิจัยถึง ๓๐ ปี และค้นพบทรัพยากรชีวภาพที่เป็น highlight ของประเทศและภูมิภาค และเรื่องราวการค้นพบตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จัดทำครั้งแรกในประเทศไทย

  • สารานุกรม “หอยทากบกของไทย” แหล่งความรู้ขุมทรัพย์ของชาติ

           ปัจจุบันมีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมาก แต่ว่าเรื่องของการจัดการฐานข้อมูล หรือการเผยแพร่ความรู้สู่คนไทยทั้งระดับเยาวชน นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไปถือว่ายังขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างที่โดดเด่นคือเรื่องของทรัพยากรหอยทากบกของไทย ที่มีการทำวิจัยพื้นฐานของสปีชีส์จนได้รับการยอมรับตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับแนวหน้าของโลกมากกว่า ๑๐๐ เรื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ และได้รับเชิญให้รับทุนวิจัยและทุนเผยแพร่ผลงานไปทั่วโลกโดย Darwin Initiativeแห่งสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๖-๒๐๑๓ และปัจจุบันได้นำผลงานไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ SNAIL8 by SIAM SNAIL Company สู่ตลาดภายในและต่างประเทศ

           การจัดทำต้นฉบับหนังสือสารานุกรมเรื่อง “หอยทากบกของไทย” เกิดจากการที่ สกว. และนักวิจัยเล็งเห็นความสำคัญของการจัดเก็บองค์ความรู้และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบในรูปแบบที่ผู้สนใจสามารถเรียนรู้และเข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งเป็นเอกสารที่มีมาตรฐานสากล โดยมุ่งหวังให้เกิดการต่อยอดของความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากผลงานตีพิมพ์โดยคณะทำงานทั้งหมดกว่า
๑๐๐ เรื่อง และบทความที่เกี่ยวข้องอีกกว่า ๑๐๐ เรื่อง ศึกษาตัวอย่างต้นแบบและตัวอย่างอ้างอิงจากพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในต่างประเทศ ได้แก่ NHM London, ZMUC Copenhagen, MNHM Paris และ SMF Frankfurt มีการเก็บตัวอย่างใหม่ในหอยบางวงศ์ เพื่อจัดทำภาพและวิเคราะห์ความชัดเจนของการจัดจำแนกให้เป็นปัจจุบันและถูกต้อง จัดทำรูปวิธาน คำบรรยายลักษณะประจำวงศ์ และสกุลที่เด่นๆ และพบได้บ่อยในประเทศไทย จัดทำและวาดภาพที่เรียกว่า Scientific Illustrations ของอวัยวะสืบพันธุ์ ลักษณะสัณฐานของเปลือก และถ่ายภาพด้วยกล้อง SLR & Computerized Manipulating และภาพถ่าย SEM เพื่อแสดงลักษณะ microstructures ที่สำคัญต่างๆ 

สารานุกรม “หอยทากบกของไทย” ถือว่าเป็นแหล่งอ้างอิงที่สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลไปสู่
การพัฒนาความรู้ของคนไทย เป็นแหล่งความรู้ขุมทรัพย์ของชาติที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์
ด้านทรัพยากรชีวภาพของชาติอย่างชาญฉลาด

         ศาสตราจารย์ ดร. อัญชลี ทัศนาขจร อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แถลงถึงการวิจัยและพัฒนาจากการนำเมือกเนื้อเยื่อแมนเทิลของหอยทากสายพันธุ์ไทยและต่างประเทศมากกว่า ๕ สายพันธุ์ ที่พบมากได้แก่หอยทากนวล หอยทากสยาม หอยขัดเปลือก หอยลดเปลือก หอยทากไร้เปลือก ตลอดจนหอยทากแอฟริกัน มาทำการวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ ที่โดดเด่น จนได้ค้นพบสาร “Aromantin” ที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรที่กระทรวงพาณิชย์แล้ว และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ของคนไทยคือ “Snail8 by SIAM SNAIL” สู่เป้าหมายแบรนด์แห่งชาติ และธุรกิจอุตสาหกรรมความงามของโลก

         ศาสตราจารย์ ดร. พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ และผู้แทนอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการสนับสนุนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ได้มีนโยบายและยุทธศาสตร์การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัยสู่ start up spin-off เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในภาคอุตสาหกรรม และผลงานของคณะนักวิจัยภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ได้แสดงให้เห็นเด่นชัดแล้วว่าสามารถนำไปสู่เป้าประสงค์ดังกล่าวได้ โดยเฉพาะทรัพยากรชีวภาพที่ถือได้ว่าประเทศไทยมีความโดดเด่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในโอกาสแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย ครบ ๑๐๐ ปีที่ได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

        “จากความหลากหลายของผลงานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันได้นำไปผลิตเป็นสินค้าที่วางอยู่ตามท้องตลาด เช่นเดียวกันกับงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ ได้แก่หอยทาก ไส้เดือน กิ้งกือ และตะขาบ ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ได้สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพจำนวนมาก จนนำไปสู่ความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างที่ทราบกันแล้ว ทำให้เกิดการสร้างผลกระทบทางธุรกิจแก่ประเทศ ขณะเดียวกัน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ส่งเสริมให้นักวิจัยมองผลจากงานวิจัยเพื่อต่อยอดทางธุรกิจ การแถลงข่าวในครั้งนี้ถือว่าเป็นการจุดประกายให้คนหันมาสนใจงานด้านวิทยาศาสตร์ และงานวิจัยอีกครั้งหนึ่ง เพื่อใช้นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์สร้างชาติต่อไป

                                                         

       ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า สกว. เป็นหน่วยงานสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยพื้นฐาน และนำผลงานวิจัยไปสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม และสู่ภาคการผลิตที่มีคุณภาพ สร้างผลกระทบสูงต่อภาคธุรกิจของประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา เป็นตัวอย่างที่สำคัญที่มุ่งมั่นเสาะแสวงหาทรัพยากรชีวภาพ ที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของประเทศมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่มีกำเนิด สกว. และ ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ได้รับทุนเมธีวิจัยรุ่นที่ ๑ มาจนปัจจุบันที่ได้รับทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. เป็นสมัยที่ ๒ ซึ่งผลงานได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า “จากหิ้งสู่ห้าง” นั้นสามารถทำได้ และที่สำคัญจากฐานทรัพยากรชีวภาพของชาติ และยังได้ผลิตหนังสือสารานุกรม “หอยทากบก ทรัพยากรชีวภาพที่ทรงคุณค่าแห่งราชอาณาจักรไทย” ที่ยืนยันถึงการใช้ความรู้พื้นฐานนำไปสู่พัฒนาการของการใช้ประโยชน์สูงสุด เป็น inspiration สู่นักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ ในนามของ สกว. จึงภาคภูมิใจต่อการทุ่มเททำงานของ ศ. ดร. สมศักดิ์ ปัญหา เป็นอย่างยิ่ง

        ดร. สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  สกอ. ได้สนับสนุนงานวิจัยเฉพาะทางเพื่อตอบโจทย์นโยบาย Thailand ๔.๐ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ ๒๐ ปี ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศฯ ๑๑ ศูนย์ และการนำผลงานวิจัยไปสู่ภาคอุตสาหกรรมนั้นคือเป้าหมายสำคัญของ สกอ. ดังนั้นการแถลงข่าววันนี้ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ สกอ. ตั้งไว้ สกอ. จะได้สนับสนุนการดำเนินงานวิจัยในลักษณะเช่นนี้ และงานวิจัยร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยต่อไป